หลายคนอาจไม่ทราบว่า ในปัจจุบัน หน้าจอที่ได้รับความนิยมและใช้งานอย่างแพร่หลายมากสุดคือ จอ LCD ซึ่งในปัจจุบัน เป็นเทคโนโลยี จอภาพ ที่ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทำให้มันกลายเป็นตัวเลือกหลักที่หลายคนเลือกซื้อ เนื่องจากมีข้อดีหลายประการ ในบทความนี้เราจะพาไปทำความรู้จักกับจอ LCD ว่าคืออะไร มีกี่ประเภท และมีข้อดีข้อเสียอย่างไร เพื่อช่วยให้เพื่อน ๆ ได้สามารถเลือกซื้อหน้าจอได้อย่างเหมาะสมกับการใช้งานมากที่สุด
จอ LCD คืออะไร ?
จอ LCD (Liquid Cystal Display) คือ หน้าจอแสดงผลที่สามารถพบได้ทั่วไปในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่เราใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น สมาร์ทโฟน , สมาร์ทวอช , จอคอมพิวเตอร์ , โน้ตบุ๊ค หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ เช่น UPS เป็นต้น ซึ่งจอ LCD นั้นอยู่บนอุปกรณ์แทบทุกชนิดในชีวิตประจำวันของเราเลยทีเดียว
จอ LCD มีกี่ประเภท
จอ LCD เป็นเทคโนโลยีจอภาพตัวแรก ๆ ที่ถูกค้นพบ ทำให้เทคโนโลยีหน้าจอแบบ LCD มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้มี LCD หลากหลายประเภทให้เลือกใช้ ดังนี้
-
-
-
-
เทคโนโลยีจอภาพแบบ TN (Twisted Nematic)
-
-
-
เป็นจอ LCD แบบที่พบได้บ่อยที่สุด เนื่องจากมีราคาถูก และสว่างได้เร็ว แต่คุณภาพถือว่าน้อยกว่า IPS โดยมีมุมมองที่แคบ เหมาะสำหรับใช้งานทั่วไป
-
-
-
-
เทคโนโลยีจอภาพแบบ VA (Vertical Alignment)
-
-
-
เป็นจอ LCD ที่มีคอนทราสต์สูงที่สุดหากเทียบกับจอ LCD ด้วยกัน มุมมองกว้างกว่าจอแบบ TN แต่ความเร็วในการตอบสนองอาจช้ากว่า เหมาะสำหรับดูหนังและเล่นเกมที่เน้นการใช้ภาพ
-
-
-
-
เทคโนโลยีจอภาพแบบ IPS (In-Plan Switching)
-
-
-
เป็นจอ LCD ที่มีมุมมองกว้าง สีสันสดใส และมีความแม่นยำในการแสดงผล แต่ราคาค่อนข้างสูง เหมาะสำหรับทำงานกราฟิค ดูหนัง หรือใช้เป็นจอมอนิเตอร์
หลักการทำงานของจอ LCD
แม้จอ LCD จะมีด้วยกันหลากหลายประเภท แต่ส่วนใหญ่แล้วจะมีหลักในการทำงานที่เหมือนกันดังนี้
ชั้นที่ 1 LED Backlight Layer
เป็นชั้นที่ทำหน้าที่เป็นแหล่งกำเนิดแสงส่องสว่าง ซึ่งจะอยู่ด้านหลังสุดของจอ
ชั้นที่ 2 Glass Filter with Polarising Flim Layer
เป็นชั้นที่ทำหน้าที่เป็นแผ่นกรองแสงให้สั่นไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อให้แสงที่ผ่านออกมาสามารถควบคุมได้
ชั้นที่ 3 TFT and Electrodes Layer
เป็น Transistor แบบฟิล์มบางและอิเล็กโทรด ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของผลึกเหลว (Liquid Crystal)
ชั้นที่ 4 Liquid Crytal Layer
เป็นชั้นของผลึกเหลว ซึ่งเป็นสารเคมีที่หากถูกกระตุ้นด้วยไฟฟ้าจะสามารถบิดเบือนแสงได้ ทำให้แสงบางส่วนผ่านได้น้อย หรืออาจไม่ได้เลย ทำให้เกิดภาพขึ้นมา
ชั้นที่ 5 Color Filter Layer
เป็นแผ่นกรองสี ทำหน้าที่ให้สีสันกับภาพ ซึ่งใน 1 Pixel จะประกอบไปด้วย 3 สี คือ สีแดง (Red) สีเขียว (Green) และสีน้ำเงิน (Blue) หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า RGB
ชั้นที่ 6 Glass Filter with Polarising Flim Layer
เป็นแผ่นฟิล์มกรองแสงอีกชั้น ซึ่งทำหน้าที่กรองแสงที่รอดผ่านผลึกเหลวออกมา
ชั้นที่ 7 Display Picture Layer
เป็นชั้นที่แสดงภาพที่เรามองเห็น
ชั้นที่ 8 Cover Glass Layer
เป็นชั้นกระจกที่อยู่ด้านนอกสุดของจอ ทำหน้าที่ป้องกันรอยขีดข่วน และความเสียหายที่เกิดจากปัจจัยภายนอก
จอ LCD มีข้อดีข้อเสียอะไรบ้าง
ข้อดีของจอ LCD
- ราคาถูกกว่าจอ OLED
- มีตัวเลือกหลากหลายประเภท เช่น TN Panel , VA Panel และ IPS Panel เพื่อตอบสนองการใช้งานที่แตกต่างกัน
- มีอายุการใช้งานยาวนาน โดยเฉลี่ยสามารถใช้งานได้ถึง 10 ปี
- ไม่เกิดปัญหาการ Burn-In แม้จะเปิดใช้งานต่อเนื่องเป็นเวลานาน
ข้อเสียของจอ LCD
- มีความยืดหยุ่นน้อยกว่า OLED จึงไม่สามารถโค้งงอได้มากเท่า OLED
- การตอบสนองของ LCD ช้ากว่า OLED เนื่องจากการแสดงผลของ LCD ต้องผ่านกระบวนการหลายขั้นตอน กว่าที่แสงและสีจะปรากฏสู่ภายนอก ในขณะที่ OLED นั้นสามารถเปล่งแสงด้วยตัวเองได้ทันที ทำให้เกิดความแตกต่างด้านของความเร็วในการตอบสนอง
- ไม่สามารถแสดงสีดำสนิทได้ เพราะต้องพึ่งแสง Backlight ที่ส่องสว่างจากด้านหลัง แม้จะมีการปรับแต่งให้แสงมืดลง แต่ก็ยังไม่ดำสนิทเท่ากับ OLED ซึ่งเปล่งแสงด้วยตัวเอง และสามารถควบคุมความสว่างได้ดีกว่า
สรุป
แม้ว่า จอ LCD จะยังด้อยกว่าหากเทียบกับจอ OLED แต่ก็ยังคงเป็นตัวเลือกยอดนิยมอันดับแรก ๆ ที่คนนึกถึง เนื่องจากความคุ้มค่าในด้านของราคา ซึ่งถูกกว่าจอ OLED อย่างมาก ทำให้ผู้ใช้งานมีตัวเลือกที่หลากหลาย และสามารถเลือกได้ตามความเหมาะสมของการใช้งาน นอกจากนี้ จอ LCD ยังมีอายุการใช้งานเฉลี่ยที่ยาวนานกว่าจอ OLED และด้วยการพัฒนาทางเทคโนโลยีที่ต่อเนื่อง ทำให้ปัจจุบัน จอ LCD มีประสิทธิภาพที่สามารถใกล้เคียงกับ OLED ได้ในหลาย ๆ ด้าน
* เนื้อหาในบทความอาจมีผิดพลาดได้ โปรดตรวจสอบข้อมูลใหม่อีกครั้ง
